| 0 comments ]

Kharacheri avalokitesvara
Literally meaning: avalokita [looking on], isvara [lord]'The lord who looks in every direction'[Tib.] spyan-ras-gzigs Color: whiteMudra: namaskara [prayer] Mantra: Om, mani, padme, hum! Symbols: mala[rosary] Vija [seed] mantra: Hri Padma [lotus] Dhyani-Buddha: Amitabha

'Once upon a time, Amitabha, the fourth Dhyani-Buddha and Buddha of Infinite Light, after giving himself up to earnest meditation, caused a white ray of light to issue from his right eye, which brought Avalokitesvara into existence'. Amitabha blessed him, whereupon the Bodhisattva brought forth the prayer: 'Om, mani, padme, hum! Thus Avalokitesvara is regarded as spiritual son of Dhyani-Buddha Amitabha. As the personification of power, the all-pitying one, he is the most popular divinity in the Mahayana [great vehicle] pantheon and is subject of much veneration in Nepal Tibet.

Avalokitesvara is in reality a kind of pope 'existing eternally in the heavens as a vicar of one of the Buddhas of present age, but delegating his functions to a succession of earthly popes in whom he is perpetually incarnated and reincarnated, while at the same time preserving his personality in his own heaven.
Buddhist legend claims that he manifested in 108 forms on earth for saving humankind, and as human like he reincarnates in every successive Dalai Lama.
Mantra of Avalokiteshvara: "OM Mani Padame Hum ", [tibet.: "OM MANI PEME HUNG"]
Khara Cheriพระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ธิเบตเรียก เชนเรซิก จีนเรียก พระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธทั่วโลก พระองค์ทรงเป็นตัวแทนแห่งพระมหากรุณาของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระองค์ถือกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้า น้ำตาแห่งความสงสารในความหลงผิดของสรรพสัตว์ บังเกิดเป็นองค์พระอวโลติเกศวรขึ้น เพื่อทำหน้าที่ชักจูงสรรพสัตว์พ้นห้วงทุกข์ในภาพพระโพธิสัตว์ทรงพระขรรด์คือพระมัญชูศรีโพธิสัตว์ซึ่งทรงเป็นตัวแทนแห่งพระปัญญาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง และพระโพธิสัตว์อีกองค์ที่หน้าดุๆคือวัชรปาณีโพธิสัตว์ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งพลังของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในปางต่างๆมากมายเพื่อให้เหมาะสมแก่ภาระกิจที่จะโปรดในแต่ละครั้ง มหากรุณาเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่เป็นตัวบ่งบอกคุณลักษณะของความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งที่ต้องปฏิบัติในการปฏิบัติพุทธตันตระธรรม โดยใช้ชื่อเรียกว่า โพธิจิต หลักการของโพธิจิต คือการตั้งปณิธานในการปฏิบัติเพื่อนำพาสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์หรือช่วยยกระดับของสรรพสัตว์ให้สูงขึ้น การให้สิ่งที่ดีแก่ผู้อื่นแน่นอนผู้รับย่อมได้ผลจากการนั้น แต่ผลที่ผู้ให้ได้รับนั้นยิ่งใหญ่กว่า การเห็นธรรมชาติของอัตตา อนัตตา อารมณ์ ความโลภ ความโกรธ ทุกประการเกิดขึ้นพร้อมกัน โพธิจิตเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเรายังคงยึดถือในอัตตา ความโลภ ความโกรธ ดังนั้นผลแห่งการตั้งปณิธานในโพธิจิตผู้ให้จึงเป็นผู้ได้รับผลอย่างแท้จริงพระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ในภาพเป็นปางสี่แขนซึ่งชาวธิเบตถือว่าท่านเป็นผู้ปกป้องชาวธิเบต ชาวธิเบตมากกว่า99เปอร์เช็นที่บูชาท่านและภาวนาคาถาหัวใจของท่านอยู่เป็นประจำ โอมมานีเปดเมโฮุม มีทั่วทุกซอกทุกมุมของธิเบต องค์อวโลติเกศวรโพธิสัตว์ท่านพระวรกายสีขาวกระจ่างสดใส สวมมงกุฎพุทธเจ้าห้าพระองค์ ผมดำมวยเป็นจุก สองมือพนมถือจินดามณี มือขวาถือประคำหินผลึก มือซ้ายถือดอกบัวแปดกลีบ ใบหน้ายิ้มน้อยๆฉายแววแห่งพระเมตตา เชื่อกันว่าสายตาของท่านมองสู่ผู้ใดผู้นั้นได้รับพลังในการบำบัดทุกข์ ไหล่ซ้ายมีหนังกวางพาดอยู่ สวมอาภรณ์สัมโภคกายห้าสี นุ่งผ้าไหมสีแดง สวมเครื่องประดับกายหลากหลาย โดยเฉพาะสวมสร้อยสามเส้น เส้นแรกสั้นอยู่บริเวณคอ เส้นที่สองอยู่บริเวณอก เส้นที่สามยาวถึงสะดือ นั่งในท่าวัชรอาสน์บนแท่นบัวรัศมีจันทร์ ประกายแสงห้าสีเปล่งออกจากพระวรกายความหมายแห่งองค์ท่าน เศียรเดียวคือความรู้แจ้งแทงตลอดในพุทธธรรม สี่แขนหมายถึงพรหมวิหารสี่ กายขาวคือจิตเดิมทรงความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินทั้งมวล ไม่ตกอยู่ในภาวะสงสัยลังเลสับสน มงกุฎคือปัญญาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งห้า ผมดำคือความบริสุทธิ์แห่งสภาวะปัจจุบัน อาภรณ์ห้าสีเปรียบดังพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ สีแดงของผ้านุ่งคือสัญลักษณ์แห่งตระกูลปัทม ตุ้มหูเปรียบดังการคอยฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากสรรพสัตว์ทั้งหกภูมิ สร้อยคอสั้นคือการปฏิบัติได้มาซึ่งฌานองค์อักโษภยพุทธเจ้า สร้อยขนาดกลางคือการปฏิบัติได้มาซึ่งทานบารมีแห่งองค์พระรัตนสัมภวพุทธเจ้า สร้อยเส้นยาวคือการปฏิบัติได้มาซึ่งขันติบารมีแห่งองค์อโมฆสิทธิพุทธเจ้า ท่านั่งคือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ท่าพนมมือคือปัญญาและพลังแห่งหนทาง ลูกประคำเปรียบดังการหลุดพ้นของสรรพสัตว์หนึ่งลูกต่อหนึ่งชีวิตที่พ้นทุกข์ ความหมายในคาถาหัวใจโอม สีขาว คือองค์ปัญญาของท่าน ฌานบารมีของท่านได้ขจัดความเฉื่อยชา หลงในความสุขสบายของอัตตา ไม่ต้องเข้าสู่ภูมิเทวดา ดุจดังพระรัตนสัมภวะพุทธเจ้าทางทิศใต้มา สีเขียว คือเมตตาจิตของท่าน ขันติบารมีของท่านได้ขจัดความริษยา การแสวงหาชัยชนะด้วยเล่ห์กลต่างๆ ไม่ต้องเข้าสู่ภูมิอสูร ดุจดังพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้าทางทิศเหนือนี สี เหลือง คือกาย วาจา ใจ การกระทำ และบุญบารมีของท่าน ศีลบารมีของท่านได้ขจัดความยึดติดในตน ความปารถนาไม่สิ้นสุด ไม่ต้องเข้าสู่ภูมิมนุษย์ ดุจดังพระวัชรปาณิโพธิสัตว์เปด สีฟ้า คือเสมอภาพ ปัญญาบารมีของท่านได้ขจัดความโง่เขลา ชาด้าน เก็บกด ไม่ต้องเข้าสู่ภูมิเดรัจฉาน ดุจดังพระไวโรจนพุทธเจ้าอยู่ตรงศูนย์กลางเม สีแดง คือความอิสระ ความมั่งคั่ง ทานบารมีของท่านได้ขจัดความโลภ ความหิวกระหาย ไม่ต้องเข้าสู่ภูมิเปรต ดุจดังพระอมิตภพุทธเจ้าทางทิศตะวันตกโฮุม สีดำ คือมหาเมตตากรุณา วิริยะบารมีของท่านได้ขจัดความโกรธแค้น การต้องการทำลาย ไม่ต้องเข้าสู่นรกภูมิ ดุจดังพระอักโษภยพุทธเจ้าทางทิศตะวันออกอานิสงฆ์ในการปฏิบัติธรรมในองค์พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ดุจดังแก้วสารพัดนึก
Print Page

Continue Reading...
| 0 comments ]


Tara Mantra by Ani Choying Drolma (You Tube)
OM represents Tara's sacred body, speech and mind.
TARE means liberating from all discontent.
TUTTARE means liberating from the eight fears, the external dangers, but mainly from the internal dangers, the delusions.
TURE means liberating from duality; it shows the true cessation of confusion.
SOHA means "may the meaning of the mantra take root in my mind."

Continue Reading...
| 2 comments ]


MANJUSHREE God of transcendent Wisdom Posture of Hands [Mudra]: Dharmacakra [Wheel of doctrine] Symbols: khadga [sword], utpala [lotus], and prajnaparamita [wisdom book] Sakti [consort]: Goddess Sarasvati, Body color: saffron.
Manjushri, personification of Transcendent Wisdom, and embodiment of the discriminative awareness [prajna] He is also the first among other Boddhisattvas mentioned in Mahayana Buddhist scriptures. In the Namasangiti [Mahayana scripture] he is called 'Adi-Buddha', or pre-moral Buddha, while in some of the text of sutras he is referred to as an historical character.
Chinese Buddhist cannon claims that Manjushri was informed by Gautama Buddha to turn the Wheel of Buddha's Law for the salvation of the Chinese and the place chosen for the manifestation was Pancasirsha [mountain of five peaks of five different colors of diamonds, sapphires, emeralds, rubies, and lapis lazuli]

When the time came for the manifestation of Manjusri, Gautama Buddha caused a golden ray to burst from his forehead. It pierced a jambu-tree, which grew from the foundation of mountain Pancasirsha. A lotus sprang from the tree, and 'from the interior of the flower was born the prince of sages, Arya Manjusri. His color was yellow; he had one face and two arms; in the right hand he brandished the sword of Wisdom; in his left, he carried a book on a lotus utpala; he was endowed with the superior and inferior marks of beauty; he was covered with many ornaments and he was resplendent

Creation of Kathmandu Valley
In the Svayambhu-purana, it is related that Manjusri left Mount Pancasirsha to visit the shrine of Svayambhu [presently in Kathmandu], which was on a mountain in the center of Lake Kalihrada. He found the lake filled with aquatic monsters and the temple inaccessible. He therefore 'opened with his sword a valley on the southern side of the lake [presently CHOVAR], the waters of the lake drained through the opening, leaving dry land at the bottom, and this was the Kathmandu, the capital city of Nepal. So, he is believed as founder of civilization in Nepal and a 'Wanderer' [mendicant Buddhist priest] who propagated Buddhism into Nepal. Also Read about Manjushree Cave.
The Tibetan King in the eleventh century, the Tsong-Kha-pa, also the founder of Ge-lug-pa School of Tibetan Buddhism, which the Dalai Lama have been head of the sect, was believed as manifestation of Manjusri.
Manjusri belongs to the group of eight Dhyani-Boddhisattva, and is therefore represented like a prince with all the Boddhisattva ornaments. He sometime has a small image of Dhyani-Buddha Akshobhya in his crown. Manjusri is worshiped in different forms and name. Like he is in one form found seated on lion is known as Manjughosa. These different forms of him are practiced for different purpose of Buddhist Sadhana, has two distinctive types: one with the sword and book, which is his more usual form, and the other with the utpala or blue lotus. The sword symbolizes the cleaving asunder [dissipating] of the clouds of Ignorance; the book is the prajnaparamita, Treatise on Transcendent Wisdom.
ธิเบตเรียก จัม.บาล.จัง. จีนเรียก บุนซูซือลีผู่สักพระองค์ทรงเป็นปัญญาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ภาพพระมัญชูศรีโพธิสัตว์มีหลายลักษณะ ในภาพเป็นปางที่แพร่หลายที่สุด มีหนึ่งเศียรสองกร มือขวาถือกระบี่แห่งปัญญา (กระบี่แห่งปัญญาอันคมกริบตัดขาดอวิชชาทั้งมวล)มือซ้ายอยู่ในท่ามุทราหมุนธรรมจักรถือสายบัวดอกบัวขึ้นไปทางไหล่ซ้าย บนดอกบัวมีพระสูตรปรัชญาปารามิตาสูตร( "พระสูตรหัวใจแห่งปัญญานำพาข้ามฟากฝั่ง"เสริมสร้างปัญญาอันสมบูรณ์พร้อมเพื่อเข้าสู่โลกุตระ) นั่งในท่าวัชรอาสน์ บางลักษณะก็นั่งในท่าครึ่งวัชระห้อยเท้าซ้ายลงมา หรือบ้างก็นั่งมาบนหลังสิงโต(สิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งเจ้าป่าไม่มีความกลัวในอุปสรรคทั้งปวง)บทปฏิบัติในองค์มัญชูศรีโพธิสัตว์ มีหลายบทเปลี่ยนไปตามวรรณะแห่งองค์ท่าน เช่นสีขาว สีดำ สีแดง ในแต่ละบทของการปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน พุทธเกษตรของท่านอยู่ที่ภูเขาอูไท่ มีความเชื่อกันว่ากษัตริย์ และปรมาจารย์ ในธิเบตและจีนที่ทรงความสามารถและธรรมคือองค์อวตารของท่าน ดังเช่น ลองเชนปะ สซองคาปา และสังฆราชแห่งนิกายสักยะทุกองค์ความหมายในคาถาหัวใจโอม การของสรณะเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติธรรมอา การเข้าสู่ศูนยตาสภาวะไม่เกิดไม่ดับรา ความบริสุทธิ์ไปแปดเปื้อนด้วยเหตุแห่งวัฏฏปา ความเท่าเทียมกัน(สรรพสัตว์เท่าเทียมกันในการบรรลุ)จา ในศูนยตาสภาวะไม่จำเป็นต้องมีธรรมและการปฏิบัตินา ในศูนยตาสภาวะปราศจากรูปแบบใดๆดี อักขระประจำองค์การเข้าใจความหมายในคาถาหัวใจขององค์พระมัญชูศรีโพธิสัตว์ขึ้น อยู่กับความรู้ลึกซึ้งในปรัชญาปารามิตาสูตร(ดูในพระสูตรหัวใจแห่งปัญญานำพาข้ามฟากฝั่ง)

You may like to read about Manjughosa, Manjushree Cave.

Continue Reading...
| 0 comments ]

PADMA SAMBHAVA Also known As Lotus born Guru, is very prominent historical figure worshiped as deity in Tibetan Buddhism. In the middle of the eighth century AD, the Tibetan king Thi-Sron Detsan sent to India inviting the learned guru Padmashambhava to come to Tibet. Padmasambhava was renowned for his knowledge of dharani [mystical sentences] and of their efficacious application, and was warmly welcomed. He remained fifty years in the country, founding monasteries, and teaching the Tantra-Yogacarya doctrine. He is said to have subdued all the malignant gods in Tibet, sparing only those that became converted to Buddhism and that promised to enroll them in the Mahayana Pantheon and to see that they were properly worshiped. He claimed to have received from the dakini the books from which he acquired his miraculous power.
At the end of fifty years, Padmashambhava disappeared miraculously, and is said to have entered the body of Yaksha king, where he has reined supreme 'over all the Yakshas up till the present day, and in perpetual youth is preaching doctrine of Lamaism in a paradise which rivals that of Amitabha's western heaven of Sukhavati'.

Padam Sambhava Mantra by Ani choying Drolma


Padma shmbhava is still worshiped by people of Lamaist pantheon as divine guru [teacher]. He is represented seated on a lotus asana [posture] with the legs locked, the right hand holding the vajra, and the left, lying his lap, the patra [bowl]. He holds his special symbol, the khatvanga [which is believed to have invented], pressed against his breast with the left arm. Padmashambhava, who used it in casting spells and exorcising devils, made the ritual object of vajra, symbol of indestructible wisdom, popular among the Lamaistic Buddhist pantheon.

His garment is flowing ( see statues on the right ), and, if painted is red, as well as his peaked cap, which ends in a half vajra. The lappets over the ears are divided and turned back, thus resembling a lotus-flower, for Padmashambhava is said to have born out of a red lotus-flower. Padmashmbhava is credited for his capability of constructing the first Buddhist monastery called Samye in Tibet and establish esoteric Buddhism in the country. Later the school that he established was known as Nying-ma-pa

Some Best Padma sambhava Statues and Paintings click Picture to see deatail

Continue Reading...
| 0 comments ]

Maitreya [The future and fifth human-Buddha], The Compassionate OnePosture of hands [Mudra]: dharmacakra [turning the wheel of law]Symbol: kalasa [vase], cakra [wheel], and body color: yellow or whiteEmblem: naga pushpa [white flower with yellow center]


Buddhist tradition divides the period between the death of Buddha and the manifestation of Maitreya in the actual universe into three divisions of time: I Period of 500 years, 'the turning of the Wheel of the first Law'. II Period of 1,000 years, period of deterioration of 'the law of images' [Sadharma pratirupaka]. III Period of 3000 years, 'the turning of the Wheel of the second Law', after which Maitreya will leave the Tushita heaven and come upon earth to 'establish the lost truths in all their purity.'
Maitreya is the only Bodhisattva, who is popular among all the sects Buddhism, i.e., the Hinayana, Mahayana, and the Vajrayana, and often his statues and paintings are found in all Buddhist shrines of northern and southern Buddhist.
MAITREYA BUDDHA

Maitreya Buddha Maitreya Buddha Maitreya Buddha

Sakya-muni is supposed to have visited Maitreya in the Tushita heaven when he appointed him his successor, and many Buddhist sages [arhats] are believed to have had communion with him, transporting themselves by supernatural means to the Tushita heaven to seek enlightenment on various religious points. The great Asanga, one thousand years after the birth of Buddha Sakya-muni, ascended to the Tushita heaven, where Maitreya, initiated him, into the mystic doctrine of Tantra, which he grafted on to the Mahayana school in the beginning of the sixth century. Certain sects therefore look upon, Maitreya, as the founder of the Tantra school.
Although the cult of Maitreya was evolved before Indian King Asoka's time, his worship was not at its height until the fifth century AD, and there are many statues of him in the famous Gandhara sculptures of that period. He is represented either as Buddha or Boddhisattva. As Buddha he often with long hair drawn up in a knot on his head forming the ushnisha, his hands in dharmacakra mudra [turning the Wheel of the Law]; and as Boddhisattva he may be standing with his long hair hanging over his shoulders and his hands form 'argument' and 'charity' mudra [posture]
Tibetan Schools of Buddhism also worship Maitreya both as Buddha and Boddhisattva. As Buddha, he has short curly hairs, the ushnisha, urna, and long lobed ears. He wears monastic garment with crown and ornaments, and his hands are in dharmacakra mudra both holding lotuses stems with cakra [Wheel] in right and kalasa vase in left. He is seated with legs locked or sometime the legs, instead of locked, are pendent, and the feet may be unsupported.
We may find some minor difference in his iconographic representation among the various sects of Buddhism. The early Mongolian images of Maitreya are also generally standing, and hold in their hands forming 'argument' and 'charity' mudra, the stems of flowers called 'campa', which, however, in the bronzes often resembles the lotus flower.
In the bas-reliefs of the temple of Boro Boedoer, there are many representations of Maitreya, which date from the ninth century. In Java Indonesia, he is also found in statuary form, as for instance in the temple of Tjandi Mendut, where he is figured seated the leg pendent and the hands in the dharmacakra mudra.
In the ancient Gandhara sculptures, Maitreya was represented much larger than his assistants were. According to the Chinese traveler Hsuan Tsang, there is a statue of Maitreya at Dardu, north of the Punjab, in wood, which is one hundred feet high. It is said to have been created by artist whom Lohan Madhyantika caused, by magic, to mount three times to the Tushita heaven to contemplate the form of Maitreya before carving the statue.
The group of five Manushi Buddha, corresponding with Panca-Dhyani-Buddha and five meditative Bodhisattvas are mentioned as below.
1:KRAKUCHANDRA is a first Manushi Buddha, who is emanated from the first Dhyani Buddha Vairocana.
2: KANAKMUNI is considered as second Manushi Buddha, emanated from second Dhyani Buddha Akshobhya.
3:KASYAPA is considered as the third Manushi Buddha being emanated from third Dhyani Buddha Ratnasambhava.
4:SAKYA-MUNI is a forth Manushi Buddha, who is emanated from fourth Dhyani Buddha Amitabha.
5:MAITREYA is the fifth Manushi Buddha, emanated from fifth Dhyani Buddha Amogasiddhi.

Continue Reading...
| 2 comments ]


It's copper mask of famous goddess white Tara . made in Nepal.

Sanskrit: Sitatara[Tib.] Sgrol-dkar [dol-kar], the white saviors Mudra: vitarka [argument]Vara [charity]Symbol: padma [full-blown lotus]


WHITE TARA THANGKA FACE DETAILWhite Tara is an emanation of Tara who is connected with longevity. One calls on her for health, strength, and longevity. Her white colour symbolizes perfect purity, but also indicates that she is Truth complete and undifferentiated and is believed to represent Transcendent Wisdom, which secures everlasting bliss to its possessor or worshipper. She wears the Bodhisattva ornaments.

The White Tara is represented seated, with legs locked, the soles of the feet turned upward [lotus posture]. She wears the same garments and ornaments as a Bodhisattva, and her hair is abundant and wavy. Her right hand is in 'charity' mudra, and left holding the stem of the full-blown lotus, is in 'argument' mudra. She generally has third eye of foreknowledge, and eyes on the palms of her hands and soles of her feet, symbolizes sensitivity.

Also visit GREEN TARA and we can also find standing white tara (visit the link).


STANDING WHITE TARAธิเบตเรียก ดอล.มา.คาร.โม. จีนเรียกแปะโต๋วบ้อพระโพธิสัตว์ดาราขาว ถือกำเนิดพร้อมกับพระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ ด้วยความเศร้าที่พระอมิตาภะพุทธเจ้าทรงเห็นสรรพสัตว์ลุ่มหลงอยู่แต่ในห้วงทุกข์ น้ำตาที่ไหลออกมาข้างขวาเป็นพระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ ข้างซ้ายเป็นดาราขาวโพธิสัตว์ เมื่อโพธิสัตว์ทั้ง 2 องค์บรรลุธรรมแล้วได้เป็นกำลังสำคัญในการโปรดสรรพสัตว์ พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระโพธิสัตว์ผู้ประทานอายุวัฒนะพระแม่ดาราขาวมีดวงตาเจ็ดดวง ฝ่ามือสองดวง ฝ่าเท้าสองดวง กลางหน้าผากหนึ่งดวง ดวงตาปกติสองดวง พระแม่ดาราขาวได้ชื่อเรียกอีกชื่อว่า พระแม่เจ็ดตาอนิสงฆ์ในการปฏิบัติธรรมในองค์พระแม่ดาราขาว คือความมีอายุวัฒนะ สุขภาพที่ดี หายป่วยจากโรคภัย


Also visit to read more About White Tara
Tara Mantra by Ani Choying (You Tube)
OM represents Tara's sacred body, speech and mind.
TARE means liberating from all discontent.
TUTTARE means liberating from the eight fears, the external dangers, but mainly from the internal dangers, the delusions.
TURE means liberating from duality; it shows the true cessation of confusion.
SOHA means "may the meaning of the mantra take root in my mind."

Continue Reading...
| 0 comments ]


HI My friends after Creat DZI BEADS blog . i am intrested about build a blog about some tibetan and nepal arts. such as statues, thanka paintings, silver crafts and ritual objects. so in this blog you will find arts and more...
right now i don't know how to improve posting pictures that easy to find .And it's a blog but i want to use it as web page for my shop to . so all new items i try to post pictures and some information. wish me good luck...

Continue Reading...